หลังจากที่ผมหายเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางบนเครื่องบินและได้พักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว ผมได้เริ่มต้นการเดินทางอีกครั้งด้วยการ “เดิน” และการหาข้อมูลจาก “แผนที่” ผมได้เดินจากวิทยาเขตของผมเข้าไปในตัวเมือง ซึ่งไม่ไกลกันมาก ข้อดีของการเรียนที่มหาวิทยาลัย De Montfort ก็คือสามารถเดินเข้ามาตัวเมืองได้สะดวกครับ ระหว่างทางผมเห็นผู้คนเดินอยู่มากพอสมควรครับ ด้วยว่าเลสเตอร์ซิดี้เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจที่สำคัญของภาคกลางตะวันออก (East Midland) ของประเทศอังกฤษแห่งหนึ่งก็ว่าได้

        

Leicester City Center

 

ก่อนอื่นผมต้องขอเล่าถึงประวัติของเลสเตอร์โดยสังเขปครับ เลสเตอร์ (Leicester) เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งทางภาคกลางตะวันออก (East Midland) และมีแม่น้ำ Soar River ไหลพาดผ่านเมืองเลสเตอร์ ด้วยความเจริญทางด้านการค้า เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ทำให้เลสเตอร์มีผู้คนอาศัยอยู่หลายชนชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองนี้เป็นเมืองที่คนบริติชอินเดียอาศัยอยู่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ (เพราะขนาดว่านายกเทศมนตรีของเมืองนี้ก็ยังเป็นสุภาพสตรีชาวบริติชอินเดียครับ) นอกจากนี้ก็ยังมีชาวอาหรับ และชาวเอเชีย (ผู้เขียน) อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ด้วย

 

 

 

นอกจากความสำคัญในด้านอื่นๆ แล้ว เลสเตอร์ยังมีความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ด้วยว่าทหารโรมันเคยมาตั้งกองทัพที่นี้เมื่อหลายพันปีมาแล้ว จะเห็นได้โบราณสถานและโบราณวัตถุหลายชิ้นที่ถูกค้นพบในเมืองแห่งนี้ และที่เด่นชั้นที่สุดคือ ซากกำแพงเมืองโบราณและโรงอาบน้ำของชาวโรมันที่ขุดค้นพบในเลสเตอร์แห่งนี้ครับ (ปัจจุบันผู้ดูแล ซากโบราณสถานแห่งนี้ได้แก่ The Jewry Wall Museum ตั้งอยู่ในVaughan College อันเป็นส่วนหนึ่งของ University of Leicester )

 

 

ด้านความสำคัญทางการศึกษาเมืองเลสเตอร์ก็ไม่น้อยหน้าใครครับ เพราะมีมหาวิทยาลัยชื่อดังถึง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ University of Leicester  De Montfort University และ Loughborough Universiy ทั้ง 3 มหาวิทยาลัยนี้มีความโดดเด่นทางด้านวิชาการและมาตรฐานทางวิชาการที่ค่อนข้างสูง สังเกตได้จากการจัดลำดับ Ranking ของหนังสือพิมพ์หลยฉบับ มักมีชื่อของ 3 มหาวิทยาลัยนี้ติดอยู่ในอันดับต้นๆเสมอ ด้วยสภาพที่กล่าวมาทำให้เลสเตอร์เป็นศูนย์ร่วมของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การค้า และการศึกษา

 

 

ผมได้เดินผ่านเข้ามาบริเวณตัวเมืองได้พบว่ามีร้านค้าและร้านอาหารหลายร้านในบริเวณซิตี้เซนเตอร์ ระหว่างนั้นท้องผมร้องหิว เนืองจากพึ่งตื่น(สาย) และยังไม่ได้รับประทานอาหารอะไร ผมเดินผ่านหน้าร้านอาหารหลายร้านแต่เมื่อดูป้ายราคาแล้ว ราคาขั้นต่ำต่อจาน 5 ปอนด์ครับ ซึ่งสำหรับผมแล้วถือว่า”แพง”มากๆ ผมได้เดินต่อมาเรื่อยๆจนมาถึง ร้านที่ชื่อว่า Maryland Chicken กลิ่นจากข้างในเป็นกลิ่นไก่ทอดหอมยั่วยวนชวนน้ำลายไหล ผมเดินเข้าไปข้างในร้าน ผมมองเห็นป้ายเมนูต่างๆ มีตั้งแต่ 1.99 ปอนด์ (ชุดเล็กไม่รวมน้ำ) ไปจนถึง10 ปอนด์(ชุดใหญ่กินหลายคน) ผมได้สั่งชุด 2.49 ปอนด์ เป็นเมนูที่ประกอบไปด้วยไก่ทอด 6 ชิ้น เฟรนช์ฟราย และน้ำอัดลมกระป๋อง เมื่อได้อาหารแล้วลงมือรับประทานครับ ทางร้านจะให้น้ำจิ้มที่มีพริกและซอสมะเขือมาสองห่อ ผมลองนำไก่จิ้มในน้ำจิ้มพริกแล้วนำไก่ทอดเข้าปาก เชื่อไหมครับน้ำจิ้มพริกรสชาติเหมือน “น้ำจิ้มแจ่ว” ของไทยเลยครับ ในยามหิวและคิดถึงบ้านนี้ไก่ทอดแมรี่แลนด์อร่อยจริงๆครับ นับตั้งแต่นั้นมา ผมก็เป็นลูกค้าประจำของร้านนี้ (ด้วยราคาไม่แพงและอิ่ม)

 

        

Leicester Municipal Buildings

 

    

   

ไก่ทอด Maryland

 

 

เมื่อผมเดินออกมาจากร้านไก่ทอดผมเดินตรงมาอีกประมาณ 200 เมตร ผมเจอกับตึกใหญ่โตสวยงามพร้อมกับน้ำพุตรงกลางลานหน้าตึกนั้น เมื่อเดินไปใกล้ๆผมสังเกตป้ายตึกว่า Leicester Municipal Buildings หรือศาลาว่าการเทศบาลเมืองเลสเตอร์ โดยมากศาลาว่าการแห่งนี้เป็นที่ติดต่อราชการสำคัญหรือแม้กระทั้งจดทะเบียนสมรส (โดยปกติผู้เขียนมักมานั่งกินไก่ทอดตรงลานน้ำพุเป็นประจำและมักจะพบกับงานฉลองแต่งงานทุกๆเสาร์) นอกจากตึกดังกล่าวแล้ว เลสเตอร์ยังมีศูนย์ราชการหรือLeicester City Council ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก City Campus ของมหาวิทยาลัยผมครับ

 

 

 

   

The Clock Tower

 

 

    

 การจัดกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่ม Tamil Tiger Pretesters

 

 

เมื่อเดินถัดจาก Leicester Municipal Buildings ก็จะเป็นถนนใหญ่ซึ่งสองข้างทางจะเป็นร้านค้ามากมาย และเมื่อเดินตรงไปก็จะเป็นหอนาฬิกาหรือ The Clock Tower ครับ หอนาฬิกาแห่งนี้ก็เทียบได้ประมาณหอนาฬิกาตรงตลาดสวนจตุจักร  ที่เป็นจุดนัดพบยอดนิยมของคนที่มาเดินตลาดจุตจักรวันเสาร์และอาทิตย์ครับ ฉันใดฉันนั้น The Clock Tower ก็ไม่แพ้หอนาฬิกาตลาดนัดจุตจักรบ้านเราครับ เพราะนอกจากจะเป็นศูนย์กลางของเมืองเลสเตอร์แล้ว ยังเป็นที่นัดพบของคนทำงานและคนหนุ่มสาวและเป็นที่จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมหารายได้การกุศล การแสดงต่างๆเพื่อเรี่ยรายเงิน กิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น หากมองขึ้นไปบน The Clock Tower จะสังเกตว่ามีรูปปั้นของบุคคลสำคัญของเมืองเลสเตอร์ที่มีบทบาททางการเมือง การค้าและการศึกษา ได้แก่ Simon de Montfort เอิร์ลแห่งเลสเตอร์ผู้มีบทบาทในการบุกเบิกรัฐสภาอังกฤษและมีบทบาททางการเมืองในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 3   William Wigston พ่อค้าหนังแกะที่กลายมาเป็นนายกเทศมนตรีและเป็นผู้แทนราษฎรในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 Thomas White  พ่อค้าผ้าชาวอังกฤษคนสำคัญ และ Gabial Newton จากคนสางขนสัตว์ผู้กลายมาเป็นเศรษฐีผู้ในบุญ จากหอนาฬิกาย่อมเป็นข้อสังเกตได้ว่าคนอังกฤษมักจะยกย่องผู้ทำประโยชน์และคุณงามความดีให้กับบ้านเกิดเมืองนอน ดังจะเห็นได้จากสุสานทหารที่ผ่านการรบในสงครามต่างๆ ทั่วทั้งประเทศอังกฤษ หรือแม้กระทั้งอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญต่างๆของอังกฤษก็ตาม

 

 

 

ผมเดินถัดจากหอนาฬิกามาหน่อยก็จะเป็นที่ตั้งห้างดังหลายห้าง เช่น Marks and Spencer Primark เป็นต้น นอกจากนี้อีกฟากถนนหนึ่งก็มี Shopping Center ที่ใหญ่ของเมือง นั้นคือ Highcross ถ้าจะเปรียบ Highcross กับสวนจตุจักรแล้วก็คงไม่ผิด เพราะว่า Highcross เป็นแหล่งรวมแฟชั่นต่างๆ เสื้อผ้าแบรนด์เนม เครื่องประดับ ร้องเท้าแฟชั่น ยั่วน้ำลายขาช็อปทั้งหลายครับ (รุ่นน้อง-รุ่นพี่คนไทย หลายคนก็มาช็อปกันจนกระเป๋าฉีกทีนี้หละครับ เพราะนอกจากจะได้ของราคาแบรนเนมที่ “ถูกกว่า” ราคาในเมืองไทยแล้ว ยังอาจจะได้รุ่น “ล่าสุด” ที่เมืองไทยยังไม่วางจำหน่ายด้วย)

 

 

        

Haymarket

 

 

อีกฝากถนนนึงของบริเวณใจกลางเมืองนี้ เป็นที่ตั้งของ Haymarket ซึ่งเป็นตลาดรวมข้าวของเครืองใช้ต่างๆ มากมาย ที่สำคัญยังราคาถูกอีกด้วย ร้านที่น่าจับจ่ายซื้อของ เช่น Depot (สินค้าร้านนี้ราคาไม่แพง มีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ค