ทุกๆสิ่งย่อมมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดครับ เพราะถ้าไม่เริ่มก็ย่อมไม่มีผลตามมา ก้าวแรกหรือครั้งแรกย่อมนำมาสู่หลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ความสำเร็จ ความสุข ความยินดี ความล้มเหลว ความเสียใจ ความโศกเศร้า สัจธรรมอันนี้ค้นพบได้ด้วยตัวของคุณเองครับ

 

 

ผมนั่งเครื่องบินหลายสิบชั่วโมงครับ โดยสายการบิน British Airways เพื่อนำผมมุ่งหน้าสู่ประเทศอังกฤษครับ หลังจากเครื่องรอนลงจอดแล้ว ผมก็เดินออกมาจากตัวเครื่องบินเพื่อมาสู่สนามบินครับ ณ ขณะนั้นเป็นเวลา 5.30 น. ความรู้สึกแรกที่พ้นประตูเครื่องบินออกมาคือ"ความหนาวเย็น" จนต้องคว้าเสื้อหนาวหนาๆข้างกายมาใส่ (ความหนาวเย็นที่ว่านี้เป็นความหนาวที่ผมยังต้องสัมผัสอีกหลายเดือนต่อมาและยังคงต้องสัมผัสต่อไปจนจบการศึกษา) จากนั้นผมก็เดินผ่านเข้า Immigration ของสนามบินสำหรับผู้โดยสารเข้าประเทศต่างชาติ เมื่อแสดงหลักฐานและตอบคำถามเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ผมก็นำสัมภาระอันประกอบด้วย กระเป๋าโน๊ตบุ๊ค 1 ใบ เป้สีเหลืองใบเก่ง 1 ใบ และกระเป๋าสีน้ำตาลใบใหญ่อีก 2 ใบ หลังจากที่ออกมาจาก Immigration แล้ว ผมมารอรถลีมูซีน ( limousine ) ที่ทาง International student service ของทางมหาวิทยาลัยได้จัดเตรียมไว้ให้ผม สำหรับนักศึกษาไทยที่มาใหม่ๆไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร ก็คงต้องใช้บริการประเภทนี้หละครับ สนนราคา จาก Heathrow,London - Leicester ก็ตกประมาณ 100 ปอนด์ หรือประมาณ 5,000 บาทไทยครับ (สำหรับในชีวิตผม ผมไม่เคยจ่ายค่าโดยสารที่แพงขนาดนี้ในชีวิตเลยครับ) แต่เพื่อความสะดวกสำหรับคนเอเชียตัวเล็กๆอย่างผมที่ถือของพะรุงพะรังเหมือนบ้าหอบฟางแบบนี้ คงจะเป็นการดีที่สุด

International student service ได้นัดแนะตามข้อมูลที่ให้มาว่า "คนขับรถชื่อ John จะมารับเวลา 6.00 น. และเบอร์โทรศัพท์ "   ผ่านมาประมาณ 15 นาทีแล้ว ผมเดินวนตรงจุดรอรับผู้โดยสาร มีคนชูป้ายรอรับผู้โดยสารมากมาย ผมพยายามสังเกตบนป้ายแต่ละป้ายดูแล้วไม่เห็นมีชื่อผมปรากฎอยู่บนป้ายเหล่านั้นเลยครับ  เดินวนไปวนมาหลายรอบ ก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติแล้วเพราะผิดเลยเวลานัดหมายจริงมาหลายสิบนาที ผมเดินตรงไปที่ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เค้าประกาศชื่อและข้อมูลของคนขับรถและพร้อมทั้งบอกประกาศให้มาเจอผู้โดยสารที่จุดนัดพบผู้โดยสารครับ ผ่านมาได้อีกประมาณ 15 นาที มีชายอายุประมาณ 50 กว่าๆ เดินตรงมาหาผมพร้อมกับป้ายที่เล็ก (มากๆ) แล้วถามผมว่าชื่อ PEDY หรือไม่ ผมตอบว่าใช่ เค้าบอกขอโทษและยังบอกผมว่าเค้ารอผมอยู่ตั้งนานแล้ว พร้อมกับแนะนำตัวว่าเค้าคือ John คนที่ทางมหาวิทยาลัยส่งมารับผม หลังจากที่สนทนาได้สักพักนึง John ก็นำผมไปยังรถของเขา ที่จอดรถที่สนามบิน Heathrow ก็เป็นชั้นๆเหมือนสนามบินสุวรรณภูมิครับ ต้องขึ้นลิฟต์ของอาคารจอดรถไปชั้น 3 เพื่อไปขึ้นรถฟอร์ดตอนยาวสีขาวของ John เมื่อขึ้นรถแล้วขับรถออกมาจาก Heathrow แล้ว John ก็ได้เล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับถนนหนทางในอังกฤษว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทางหลวงเส้นไหนไปไหนได้บ้าง และขณะที่รถกำลังแล่นอยู่นั้น ฝนก็ได้ตกลงมาปรอยๆ John เลยอธิบายเกี่ยวกับสภาพอากาศของประเทศอังกฤษให้ผมฟัง โดยสภาพอากาศของประเทศอังกฤษนี้ด้วยความที่ประเทศอังกฤษเป็นเกาะประกอบด้วย 2 เกาะใหญ่ได้แก่ เกาะใหญ่ (Great Britain) และเกาะไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) โดยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะแล้ว นั้นหมายความว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษต้องเผชิญกับฝนตกทุกฤดูอย่างสม่ำเสมอ ดังนี้เองจึงเป็นเหตุผลที่ชาวอังกฤษนิยมพกร่มไว้ในรถหรือในกระเป๋าครับ สำหรับฤดูกาลในประเทศอังกฤษประกอบด้วย 4 ฤดูครับ ได้แก่ ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือน พฤศจิกายนถึงมีนาคม หิมะมักจะตกฤดูนี้ (ก่อนผมมาหนึ่งเดือนหิมะตกครับ แต่น่าเสียดายเมื่อมาอยู่จนถึงขณะเขียนนี้ ผมก็ยังไม่เคยได้สัมผัสหิมะของประเทศอังกฤษเลยครับ) ฤดูใบไม้ร่วง เริ่มตั้งแต่เมษายนถึงมิถุนายน อากาศก็ยังเย็นอยู่แต่ก็มีแสงแดดและอาจมีฝนตกบ้างตามสภาพภูมิประเทศที่เล่าให้ฟังไปแล้ว ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่ มิถุนายนถึงกรกฎาคมก็จะอบอุ่นโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเสื้อหนาวครับ ฤดูฝน ระหว่างช่วงตุลาคมครับ แต่ในความเห็นผมว่าฤดูฝนของอังกฤษจะเข้าไปแทรกกับทุกฤดูครับ นั้นหมายความว่าฝนตกทุกฤดูนั้นเอง ผมแนะนำว่าใครจะเดินทางไปไหนมาไหนในอังกฤษควรพกพาร่มเล็กๆไว้สักอันเพื่อความสะดวกนะครับ

 

ระหว่างที่นั่งรถเพื่อมุ่งหน้าไปยัง Leicester นี้ ผมสังเกตุว่าข้างทางหลวงของประเทศอังกฤษเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวและต้นไม้มากมายครับสวยงามสำหรับคนที่มาถึงใหม่อย่างผมมาก และเมื่อลองเอามือไปแนบกับกระจกรถ พบว่าเย็นมากครับ

De Montfort University ,Leicester

 

ผมมาถึง De Montfort University ,Leicester ประมาณเวลา 8 โมงเช้า ระหว่างรถเลี้ยวเข้าไปในวิทยาเขต ผมตื่นเต้นมากครับ บรรยากาศตื่นตาตื่นใจจริงๆเมื่อได้มาสัมผัส เป็นความรู้สึกเหมือนว่าได้ย้ายมาอยู่ “บ้านใหม่”ครับ รถก็มาจอดอยู่หน้า International student service อาคาร The Gateway มีเจ้าหน้าที่มาตอนรับผมคือ Andy Gale ซึ่งเป็น Senior officer ของ International student service ครับ หลังจากที่แนะนำตัวและพูดคุยกันพักใหญ่ๆ Andy Gale ก็ได้พาผมฝ่าสายฝนปรอยๆเดินไปยังหอพัก Kingfisher Court เป็นหอพักที่ผมได้จองไว้กับทางมหาวิทยาลัยโดยผ่านทางตัวแทนแนะแนวการศึกษาต่อที่เมืองไทยครับ


 

 

Kingfisher Court

 

 Angy Gale ได้พาผมมาถึงหอพัก Kingfisher Court โดยได้พาผมมาพบกับผู้จัดการหอพักเพื่อรับมอบกุญแจแล้วพาเดินไปห้องพักที่จะเป็น”บ้านหลังใหม่”ของผมในขณะที่ผมเรียนในช่วง 4 เดือนแรกครับ (เนื่องจากทำสัญญาไว้ 4 เดือน) ผมขอเล่าเกร็ดเกี่ยวกับของผมสักเล็กน้อยครับ บ้านหลังใหม่ของผมตั้งอยู่ตรงหลัง De Montfort Student Union (DSU) ข้อดีของทำเลที่ตั้งของหอพักนี้ คือ ใกล้วิทยาเขตครับ เพราะสามารถเดินไปอาคารเรียนและห้องสมุดได้ภายในห้านาที Kingfisher Court เฉพาะตึกของผมประกอบด้วย 25 แฟลตครับ แต่ละแฟลตก็จะมี 5 ห้อง โดยนักศึกษาก็จะอยู่ห้องของแต่ละคน แต่จะใช้ครัวร่วมกัน โดยในครัวมีอุปกรณ์หลายอย่างไว้อำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษา เช่น เตาทำอาหาร เตาอบ กาน้ำร้อนไฟฟ้า เตาไมโครเวฟ ตู้ใส่เครื่องครัว ตู้เย็น โต๊ะทานข้าว เครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น นอกจากห้องครัวยังใช้เป็นที่สำหรับทำอาหารของนักศึกษาแล้ว ห้องครัวยังใช้สำหรับทานอาหารร่วมกัน นั่งเล่น จัดปาร์ตี้เล็กๆ นั่งรีดผ้า เป็นต้น

 

 

 

            ห้องครัว

 

 

ห้องพักนักศึกษาของผมเป็นแบบ Standard en Suit หมายความว่าเป็นห้องที่มีห้องน้ำอยู่ในตัวครับ ผมขอเล่าเกร็ดเล็กจากประสบการณ์เกี่ยวกับห้องพักนักศึกษาในประเทศอังกฤษนะครับ หอพักส่วนใหญ่มักจะมีห้องพักนักศึกษา 4 แบบให้นักศึกษาเลือกครับ ได้แก่ Standard room แบบนี้เป็นห้องธรรมดามีเตียง ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นว่างหนังสือ ฮีทเตอร์ ให้ครับแต่จะไม่มีห้องน้ำของแต่ละห้อง ต้องใช้ห้องน้ำและห้องครัวร่วมกันครับ  Standard en Suit แบบนี้มีห้องน้ำในตัวในแต่ละห้องครับ แบบชนิดนี้จะสะดวกสำหรับนักศึกษาเพราะไม่ต้องใช้ห้องน้ำ ส่วนห้องครัวก็ใช้ร่วมกัน Deluxe en Suit แบบนี้ก็จะเหมือนกับ Standard room ต่างก็ก็เพียงแต่เตียงที่ใหญ่และห้องที่กว้างหรือจุได้มากกว่าครับ แบบสุดท้าย Studio แบบนี้มีห้องส่วนตัว ห้องน้ำ ห้องทำครัว ห้องนั่งเล่น อยู่ในตัวครบครับ หมายความว่าทั้งหมดนี้เป็นของฉันคนเดียวไม่ต้องแชร์หรือใช้ร่วมกับใครครับ อย่างงี้แนะนำสำหรับคนมีกะตังค์นะครับ เพราะว่าสนนราคาแพงมาก  สิ่งอำนวยความสะดวกในหอพักนอกจากที่กล่าวมาในข้างต้นแล้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้นักศึกษาอย่างอื่น เช่น ตู้ไปรษณีย์ ห้องเก็บและคัดแยก ห้องซักผ้าและปั่นผ้าแห้ง เป็นต้น

 

 

          

ห้องนอน 

 

 

หลังจากพักผ่อนในห้องซักพักนึง จากการเดินทางที่แสนยาวนานเมื่อหลังจากที่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ผมต้องการซักผ้าที่ใส่มาจากการเดินทาง ผมลงไปยังห้องซักผ้าครับ ด้วยความที่มาถึงใหม่และไม่รู้ว่าเครื่องซักผ้าใช้อย่างไร ผมพยายามอ่านคู่มือเครื่องซักผ้าที่ติดอยู่ที่ผนังห้องซักผ้าบรรยายขั้นตอนต่างๆไว้ แต่เมื่อผมทดลองหยอดเหรียญทุกไซส์ของอังกฤษ ตั้งแต่ 1 เพ็นซ์ 2 เพ็นซ์ 10 เพ็นซ์ 20 เพ็นซ์ 1 ปอนด์ และสุดท้าย 2 ปอนด์ เครื่องซักผ้ากลับไม่ทำงานเลยครับ ผมนึกในใจว่า “โอ้ว....แล้วตรูจะได้ซักไหมนี้” พอดีมีคนแขกคนนึงเดินเข้ามา ผมเลยเดินเข้าไปถามเค้าถึงวิธีการซักครับ เค้าตอบว่า “ต้องไปขอซื้อเหรียญซักผ้า จากออฟฟิตหอพักครับ” พร้อมกับโชว์ “เหรียญซักผ้า” ให้ผมดูครับ ผมเลยถึง “บางอ้อ” ขึ้นมาทันใด (ฮ่าๆๆ..... บ้านนอกเข้ากรุงอีกแล้วหรือนี้)  ขั้นตอนในการซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าไม่ยากเลยครับ เพียงแค่หยอดเหรียญซักผ้าลงไปแล้วตั้งโปรแกรมตามลักษณะของเนื้อผ้าและตามความต้องการของเรา แล้วกดปุ่ม start แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วครับ รอประมาณอีก 1 ชั่วโมง แล้วถึงนำตระกร้าผ้าย้ายจากเครื่องซักมาเครื่องปั่นครับ กรรมวิธีเหมือนเดิมกับเครื่องซักผ้าครับ เวลาในการปั้นผ้านี้จะประมาณ 50 นาทีครับ เมื่อผ้าแห้งเรียบร้อยแล้วพับเก็บเข้าตู้เสื้อผ้าได้เลยครับ ไม่ต้องตากให้เสียเวลา ง่ายกว่าซักมือไหมครับ?

 

 

 

             

 

                                                &n