ตะลุยเรียน&ตะลอนเที่ยวแดนผู้ดี Study in UK : เรียนภาษาอังกฤษ (ตอน 1 ก่อนเดินทาง)

 

 

 

 "เดินทางไกล..ไม่ไปไม่รู้" ตั้งแต่เกิดมาพึ่งจะรู้สึกว่าคำกล่าวนี้เห็นจะ "จริง" ครับ.................

หลังจากที่ทำงานเก็บหอมรอมริบได้สักพักนึงและจากการรวบรวมข้อมูลของหลายๆประเทศจากสถาบันแนะแนวการศึกษาต่อแห่งหนึ่ง ผมเลยตัดสินใจทุบกระปุ๊กน้อยๆของผม(จะเรียกว่าทุบหม้อข้าวก็ไม่ปาน) ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากทางบ้านฯ (คุณพ่อและคุณแม่) ผมจึงได้มีโอกาศมาศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ ประเทศที่มีสามฤดูในวันเดียวครับ หนาว หนาวมาก และฝน

ถ้าใครคิดจะไปเรียนต่อเมืองนอกในปัจจุบันอาจจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่จบใหม่ๆหรือคนที่ทำงานแล้ว เพราะปัจจุบันนี้ เพราะมีตัวแทนสถาบันการศึกษาชั้นนำจากต่างประเทศมากมายหลายแห่ง ตั้งอยู่ใกล้สถานศึกษาบ้าง อยู่ในใจกลางเมืองบ้าง สุดแท้แต่จะเลือกเอาครับ ประเทศชั้นนำที่คนไทยนิยมไปเรียนก็เห็นจะไม่พ้น สหรัฐอเมริกา ออสเตอรเลีย สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นหลัก(ส่วนสำเนียงนี้ผมยืนยันจากประสบการณ์ว่าต่างกันโดยสิ้นเชิง)

ผมลังเลอยู่ไม่น้อยระหว่างการตัดสินใจที่จะมาเรียนต่อระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร สุดท้าย หวยก็มาออกที่สหราชอาณาจักรหรือประเทศอังกฤษนี้หละครับ ถามว่าทำไม ก็ตอบได้คำเดียวว่าด้วยความคิดของตัวเองที่คิดว่าหากเราอยากเก่งภาษาอังกฤษแล้ว ก็ควรจะมาเรียนประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของภาษานั้นๆเลยครับประการหนึ่ง ด้วยค่าเรียนและค่าใช้จ่าย เมื่อเปรียบเทียบดูแล้วสหรัฐอเมริกา น่าจะแพงกว่าประเทศอังกฤษด้วยซ้ำ โดยเฉพาะมหาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาไม่ต้องพูดถึงเลยครับ อีกประการหนึ่งบรรยากาศธรรมชาติและอากาศหนาวเป็นสิ่งที่ผมชอบมากครับ (เพราะผมเป็นคนขี้ร้อน ฮ่าๆๆ)

ผมพยายามหาและติดต่อตัวแทนการศึกษาต่อมมากมายหลายแห่งครับ สุดท้ายได้มาติดต่อสถาบันแนะแนวการศึกษาต่อแห่งหนึ่งตรงย่านรามคำแหง ได้รับการบริการจากพี่ๆทีมงานดีมากครับ เค้าแนะนำว่ามีมหาวิทยาลัยในอังกฤษตามความต้องการ นั้นคือเมืองที่เป็นธรรมชาติ สงบ และบรรยากาศเหมาะกับการศึกษา นั้นคือเมือง "Leicester" และมหาวิทยาลัยนั้นก็คือ "De Montfort University" ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางเมือง Leicester (อ่านว่า "เลสเตอร์" อย่าไปอ่านว่า"ลีเซสเตอร์"นะ เพราะคนเขียนเคยปล่อยไก่มาแล้ว ฮ่าๆๆ)

หลังจากที่ผมได้ติดต่อสถาบันแนะแนวการศึกษา ทางสถาบันก็ได้จัดให้ผมสอบสัมภาษณ์กับ ดร.มาร์วิน ด๊อบลิน ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ประจำของ De Montfort U. หลังจากสอบสัมภาษณ์ประกอบกับการพิจารณาเอกสารที่ได้ยื่นสมัครไป ผมได้รับการ"ตอบรับ" หรือได้ "Unconditional offer" ในหลักสูตร LLM (Business Law) และหลักสูตร ELPP A-D ซึ่งเป็นหลักสูตรที่สอนภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษา (EAP)  นั้นหมายความว่าผมจะมีโอกาศได้เข้าศึกษาต่อ ผมดีใจมากครับเพราะนั้นหมายความว่าฝันของผมเริ่มมีเค้าเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว

สำหรับการเตรียมตัวไปเรียนต่อนั้นก็คือเตรียมด้านเอกสารก่อนเป็น"อรหันต์ด่านแรก"ครับ เอกสารที่สำคัญกับการรับสมัครโดยทั่วไป นั้นคือ

1.ใบสมัครครับ (application form)

2.จดหมายรับรอง (Letter of Recommendation) โดยมากแล้วมักจะ 2 ฉบับ

3.เรียงความบรรยายเป้าหมายการศึกษา (Statement of Purpose )

4.หนังสือรับรองของผู้สนับสนุนทางการเงิน (Sponsership form)

5.ผลสอบภาษาอังกฤษ IELTS test

ผมใช้เวลาในการเครียมเอกสารถึง "หนึ่งเดือน" บางคนบอกว่าเอกสารแค่นี้ทำไมมันนานจัง ตอบเลยว่าไม่ได้ได้มาง่ายๆครับ ส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการเขียนเรียบเรียงและขัดเกลาประโยคใหม่ โดยเฉพาะ Statement of Purpose อันเป็นเรียงความเกี่ยวกับตัวเอง โดยทั่วไปแล้วก็จะเป็นการบรรยายสรรพคุณของตัวเอง เช่น ประวัติการเรียน ประวัติการทำงาน ความสนใจในมหาวิทยาลัยและสาขาวิชา งานอดิเรก ความชอบส่วนตัว เป็นต้น เรียงความนี้มีผลกับการพิจารณาศึกษาต่อมากครับ เพราะมหาวิทยาลัยในต่างประเทศมักพิจารณานักศึกษาจากภาพรวมของนักศึกษาต่างๆ บางคนเรียนดีกิจกรรมเด่นก็ดีไป บางคนกิจกรรมดีแต่เรียนได้ไม่เอาไหน ก็ยังสามารถมีลุ้นเข้าศึกษาต่อได้ครับ

เมื่อเตรียมเอกสารเสร็จก็สมัครผ่านทางสถาบันการศึกษาแนะแนวการศึกษาต่อ หากมหาวิทยาลัยรับเค้าจะตอบกลับมาเองครับ ว่ารับหรือไม่รับ แล้วในกรณีของรับเข้าศึกษาก็มี 2 ประเภทย่อยๆอีก นั้นก็คือ รับเข้าศึกษาแบบมีเงือนไข ( Coditional offer) นั้นหมายความว่า ต้องไปทำตามเงือนไขที่เค้ากำหนดมาก่อนหรือขณะเข้าศึกษาครับ เช่น ไปสอบภาษาให้ได้คะแนนตามเกณฑ์ที่เค้ากำหนดไว้ ลงวิชาปรับพื้นฐานตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดในกรณีไม่มีพื้นฐานวิชาตามสาขาวิชาที่จะเข้าศึกษา เป็นต้น อีกแบบหนึงคือ รับแบบไม่มีเงือนไข (Unconditional offer) ประเภทนี้เตรียมตีพุงนอนรอเข้าเรียนต่อได้เลยครับ ฮ่าๆๆ ยินดีด้วยนะครับถ้าได้อย่างหลัง

เมื่อได้หนังสือตอบรับจากทางมหาวิทยาลัยแล้วก็ต้องมาผ่าน"ด่านอรหันต์ที่สอง" คือ ขั้นตอนการขอวีซ่าประเทศอังกฤษครับ วีซ่านี้"เท่าที่จำได้" ในตอนที่ยื่นเอกสาร(ตอนนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงระเบียบ) มีดังนี้นะครับ

1.ประวัติการศึกษา transcripts ขอได้จากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่กำลังศึกษาหรือสำเร็จการศึกษา

2.หนังสือรับรองการทำงานและเงินเดือน กรณีของคนที่ทำงานแล้วครับ

3.หนังสือรับรองสถานะทางการเงินหรือ Financial statement ซึ่งไปขอได้จากทางธนาคารโดยเสียค่าธรรมเนียมครับ หรืออาจจะเป็นบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน แล้วถ่ายเอกสารเอา โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นของเรานะครับ อาจจะเป็นของพ่อแม่หรือญาติกันจริงๆประมาณนี้ แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆมีเงินในบัญชีงอกมาจากไหนก็ไม่รู้นะ เค้าจะดูความสม่ำเสมอและสภาพทางการเงินครับ ว่าเจ้านี้ถ้ามาแล้วมีปัญญาจ่ายค่าที่พักค่าเทอมแน่ๆประมาณนี้ครับ

4.Passport ครับ ขาดไม่ได้เลย ไม่งั้นอดไปนะครับ ทำได้หลายสาขาครับ เพราะกระทรวงการต่างประเทศเปิดให้ทำหนังสือเดินทางได้หลายสาขาและไม่ต้องรอนานด้วยครับ เลือกได้ด้วยว่าจะไปรับเองหรือรับทางไปรษณีย์

5.รูปถ่ายนี้ 2 นื้ว 2 รูปนะครับ แต่งกายเรียบร้อยนะครับ

6.จดหมายตอบรับเข้าศึกษา Offer letter 2 แบบตามที่ได้กล่าวในตอนต้น จากสถาบันที่ตอบรับเข้าศึกษา

7.สำเนาทะเบียนบ้านพร้อมตัวจริง

8.ใบตรวจวัณโรคจาก IOM -International Organization Migration (ขอทำการตรวจได้ที่ อาคารเกษมกิจ ชั้น 8ตรงสถานนีรถไฟฟ้าศาลาแดง ตรงกันข้ามกันตึก CP)  นะครับ เหตุที่ต้องตรวจวัณโรคนี้ก็เพราะว่าเค้าถือว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงและไม่อยากให้ชาวต่างชาติมาแพร่เชื้อในประเทศ เลยต้องตรวจเข้มกันหน่อย สถานที่ตรวจมีสองแห่งครับ รพ.บำรุงราษฎร์และ รพ.พญาไท 2 ส่วนตัวผมเลือกพญาไท 2 ครับ เพราะไม่ไกลจากบ้านมากครับ ควรไปรอดำเนินเรื่องและรับการส่งตัวไปตรวจยังโรงพยาบาลทีสะดวกนะครับ แนะนำว่าควรไปแต่เช้าตรู่ครับ เพราะกระบวนการเป็นไปดังนี้ครับ

กรอกใบคำร้องติดต่อชำระเงินที่ IOM>รับใบส่งตัว>ถือใบส่งตัวไป X-Rayปอด(เดินทางไปเอง)>X-Rayที่โรงพยาบาลที่สะดวก>รับฟิลม์และเดินทางกลับมายังIOM(เดินทางกลับเอง) >เอาผลX-Rayมายื่นให้IOM >รอแพทย์อ่านฟิล์มและวินิจฉัย>ออกใบIOM.มาให้และกลับบ้านได้

9.ค่าธรรมเนียมวีซ่า

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อความถูกต้องทั้งค่าธรรมเนียมและการจัดเตรียมเอกสารได้จาก http://www.vfs-uk-th.com/thai/index.aspx และ http://www.iom.int/jahia/jsp/index.jsp  ดูตามลิงค์นี้เลยนะครับ เพราะว่าขอมูลที่ผู้เขียนอาจเป็นข้อมูลที่ไม่ทันสมัยแล้วเนื่องจากผ่านมาประมาณ 4-5 เดือนแล้วครับ

"อรหันต์ด่านที่สาม" คือการยื่นเรื่องของวีซ่ากับ"ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าเพื่อการเดินทางเข้าสู่สหราชอาณาจักร" โดยศูนย์แห่งนี้จะเป็นผู้รับเอกสารต่างๆรวมทั้งคำร้องแล้วส่งไปยัง"สถานทูตอังกฤษ" เพื่อให้ทางสถานทูตพิจารณาว่าควรออกวีซ่าให้หรือไม่ แล้วจะส่งเอกสารทั้งหมดพร้อมทั้งหนังสือเดินทางกลับมาให้เราในวันนัดรับหนังสือเดินทางครับ ด่านนี้ได้มี"ลุ้น"กันครับ ปกติแล้วคนที่ได้วีซ่านี้มาตรฐานไม่เกิน 1 สัปดาห์ครับ แต่ของผมใช้เวลาคอยถึง 3 สัปดาห์จนคิดว่าตัวเองวีซ่า "ไม่ผ่าน" สงสัยอดไปแน่ๆเลยครับ

สำหรับท่านที่ไม่ได้รับการพิจารณาวีซ่าในครั้งแรกหรือในชั้นแรก ไม่ต้องตกใจนะครับ ยังมีโอกาสที่จะยื่นอุทธรณ์เพื่อขอพิจารณาใหม่อีกรอบหนึ่งครับ

การเดินทางไป "ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าฯ" สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้า ไปลงตรงสถานนี้ราชดำริ ลงมาตรงฝั่งเดียวกับ AUA  เดินมาอีกนิดก็จะถึง "อาคารรีเจนท์เฮาส์" ชั้น 2 นะครับ

หลังจากได้วีซ่าแล้วก็เตรียมจัดกระเป๋าและซื้อตั๋วเครื่องบินได้เลยครับ

 "จัดกระเป๋า" ต้องขึ้นอยู่กับ "น้ำหนัก" ที่แต่ละสายการบินกำหนดด้วยนะครับ สำหรับผม ผมโชคดีกว่าใครตรงที่ว่าได้รับสิทธิพิเศษจากนักศึกษาที่มาลงชื่อกับ British Airways ในวันจัดนิทรรศการศึกษาต่อของ British Council ครับ ผมได้กำหนดมา 2 ใบ ใบละไม่เกิน 23 กิโลกรัมครับ ซึ่งถื่อว่าโชคดีมากเพราะของที่เตรียมมานี้"เยอะ"จริงๆครับ

ในความเป็นจริงแล้วการจัดกระเป๋าเพื่อเตรียมตัวมาเรียนต่อ ควรเอามาแต่"ของที่จำเป็น"ก็พอครับ เพราะบางอย่างก็สามารถ "หาซื้อ"ในประเทศอังกฤษได้นะครับ แล้วของ "บางอย่าง" ก็จะมีสนนราคาที่ "ถูก" กว่าเมืองไทยมากๆครับ เช่น สินค้าแบรนเนม รองเท้ากีฬา น้ำหอม เป็นต้น ผมเคยอ่านเจอในหนังสือแนะนำการศึกษาต่อบางเล่มหรือเว็บไซต์บางแห่งบอกว่าให้เตรียมของมาเยอะๆ ซึ่งผมว่าก็ว่าเป็นการ"ดี"สำหรับน้องๆเพื่อนๆ พี่ๆ ที่มาอยู่ "ใหม่" เพราะว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมาปุ๊บแล้วรู้ปั๊บว่าแหล่งไหนขายของถูกและของแพงบ้าง เว้นแต่บางคนอาจจะมีญาติพี่น้องหรือเพื่อนที่อยู่มาก่อนคอยแนะนำครับ

ประเทศอังกฤษราคาสินค้าไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดนะครับ สามารถหาของที่ราคา"ถูกและดี"ก็ได้ เพียงแต่ต้องรู้แหล่งและรอจังหวะเท่านั้นครับ........................รู้แหล่งหรือจังหวะอะไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป.................

 

 

edit @ 22 May 2009 02:51:37 by ตะลุยเรียน & ตะลอนเที่ยวแดนผู้ดี Study in UK ! .....By นักศึกษามีเครา.....

edit @ 22 May 2009 03:45:54 by ตะลุยเรียน & ตะลอนเที่ยวแดนผู้ดี Study in UK ! .....By นักศึกษามีเครา.....

edit @ 22 May 2009 04:12:26 by ตะลุยเรียน & ตะลอนเที่ยวแดนผู้ดี Study in UK ! .....By นักศึกษามีเครา.....

Comment

Comment:

Tweet

I have been visiting various blogs for my research paper help assignment. I have found your blog to be quite useful. Keep updating your blog with valuable information... Regards

#7 By research paper help (182.178.31.168) on 2010-10-07 19:08

I have been visiting various blogs for my research paper help assignment. I have found your blog to be quite useful. Keep updating your blog with valuable information... Regards

#6 By research paper help (182.178.31.168) on 2010-10-07 19:07

อ่านๆๆๆ

#5 By เซงครับ on 2009-10-25 10:36

ภาพถ่ายที่ลงไม่ขึ้นเลย ขอแนะนำให้ไปฝากไว้ ที photobucket.com คะ

#4 By MayaKniGht on 2009-05-26 22:24

ขอบคุณที่แวะเข้ามาเยี่ยมบล๊อคนะคะ

บล๊อคมีประโยชน์มากๆ เลยค่ะ

ที่จริงมีญาติอยู่อเมริกา อยู่นานจนได้สัญชาติมาด้วยค่ะ

ก็อยากไปอเมริกาเหมือนกันนะคะ เพราะมีญาติอยู่ ฮ่าๆๆ

แต่ถ้าจะไปจริงๆ อย่างแรกที่ต้องทำเลยก็คือการปรับปรุงด้านภาษา

ตัวเองเป็นคนโชคดีตรงที่สำเนียงดี พูดฝรั่งเข้าใจ แต่.....เรื่องไวยากรณ์กับคำศัพท์ ยังต้องปรับปรุงค่ะ 55

ยังไงก็ขอให้การเดินทางไปศึกษาต่อในครั้งนี้ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดีนะคะ แล้วถ้ามีความคืบหน้ายังไงอย่าลืมมาเล่าสู้กันฟังบ่อยๆ

รับรองว่าจะเข้ามาเยี่ยมแน่ๆ ค่ะ ^0^

#3 By WhyMe? on 2009-05-25 23:01

ขอให้เรียนสำเร็จนะคะ อวยพรไวไปป่ะหว่าเรา big smile

#2 By จอมบงการ on 2009-05-23 08:48

อยากเห็นพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศของอังกฤษ...ถ้าไปเก็บรูปมาฝากด้วยนะค่ะ...

เรียนที่อังกฤษน่าจะแพงกว่าประเทศอื่นนะ ใช่เปล่า!

#1 By gohome356 on 2009-05-22 14:07