ชมเมืองของฝูงแกะน้อยดาร์บี้ Derby! – ในตะลุยเรียน & ตะลอนเที่ยวแดนผู้ดี Study in UK : เรียนภาษาฯ (ตอนที่ 7 พาเที่ยวเมืองแห่งฝูงแกะ - ดาร์บี้)
posted on 20 Aug 2009 13:57 by studyinuk
กลับมาแล้วครับหลังจากที่ห่างหายไปนานเพราะอยู่ในช่วงระหว่างสอบปิดคอร์สและการสอบได้เสร็จสิ้นไปแล้ว วันนี้ผมจะพาทุกท่านไปพบกับเสน่ห์ของเมืองเล็กๆที่เงียบสงบและน่าอยู่อีกเมืองหนึ่งบนเกาะอังกฤษ นั้นคือ เมืองดาร์บี้-Derbyครับผมได้ใช้บริการรถโค้ชของ National Express อีกครั้งหนึ่ง เพื่อตีตั๋วไป-กลับสนนราคา 8.20 ปอนด์ จากเลสเตอร์-ดาร์บี้ เพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายของผม นั้นคือเมืองดาร์บี้ครับ ผมขึ้นรถโค้ชสาย 440 หรือ Service 440 ออกเดินทางประมาณ 11.00 นใ ใช้เวลาละประมาณเพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงเมืองดาร์บี้อันเป็นที่หมายแล้วครับ เมือง Derby เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางภาคกลางของอังกฤษ เช่นเดียวกับ Nottingham, Leicester และ Birmingham ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของภาคกลางและแม่น้ำสายหลักของเมือง ได้แก่ แม่น้ำ River Derwent ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองแห่งเกษตรกรรมและปศุสัตว์ครับ โดยเฉพาะการปศุสัตว์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้มาช้านาน คือ การเลี้ยงแกะ นั้นเองครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นตราสัญลักษณ์ประจำเมืองที่มีแกะอยู่เหนือหมวกอัศวิน หรือแม้แต่ทีมฟุตบอลประจำเมืองที่คนไทยคุ้นหูกันบ้าง ได้แก่ ทีมฟุตบอลดาร์บี้เคาท์ตี้ ก็มีแกะเป็นสัญลักษณ์ครับ
เมื่อรถโค้ช National Express มาถึงเมืองดาร์บี้ รถโค้ชกลับไม่ได้จอดท่ารถแบบที่เมืองอื่นๆแต่อย่างใดครับ แต่กลับจอดอยู่ตรงป้ายรถเมลล์ตรงใกล้ๆกับบริเวณอาคาร Tourist Center ทำให้ทราบทันทีว่าเมืองนี้ไม่มีอาคาร Bus Station ครับแบบเมืองอื่นๆที่ผมไปทัศนาจรมา แต่อาศัยจุดรับส่งรถโค้ชหรือป้ายรถเมลล์เพื่อใช้เป็นท่ารถชั่วคราวเท่านั้นครับ พอถามผู้คนที่อยู่แถวนั้นทำให้ทราบว่า Bus Station แห่งใหม่กำลังก่อสร้างอยู่ครับ ด้วยเหตุนี้เองจึงอาจจะไม่สะดวกกับนักท่องเที่ยวซักเท่าไรหากเวลาฝนตก เพราะว่าป้ายรถเมลล์ที่อาศัยเป็นท่ารถโค้ชชั่วคราวมีขนาดเล็ก(มาก)
บนรถโค้ช National Express
ทัศนียภาพข้างทางระหว่าง Leicester – Derby
ท่ารถโค้ช(ชั่วคราว) National Express
รูปปั้นของเจ้าชายชาร์ล Prince Charles Edward Stuart – บุคคลสำคัญของเมือง
ขณะก้าวเท้าลงจากรถผมมองไปทางซ้ายมือของผม สิ่งแรกที่มองเห็นนั้นคือ อนุสาวรีย์ที่ตั้งอยู่กลางลานสาธารณะที่กว้างใหญ่ เมื่อเดินไปใกล้ๆ แล้วอ่านป้ายดูพบว่าเป็นอนุสาวรีย์ของ เจ้าชาย Prince Charles Edward Stuart หรือ Bonnie Prince Charlie ผู้ซึ่งเป็นเจ้าชายผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังค์อังกฤษของฝ่ายราชวงศ์ Stuart หรือเรียกว่าพวก Jacobitism ก็ได้ เจ้าชายผู้นี้ตลอดทั้งชีวิตก็พยายามชิงบัลลังค์อังกฤษ (สืบต่อภารกิจชิงบัลลังค์จากบิดา คือ James Francis Edward Stuart (Old pretender) แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอันใดนักในการพยายามที่จะชิงบัลลังค์ดังกล่าว
วิหารดาร์บี้ หรือ Derby Cathedral Center – สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 14
บริเวณที่ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์มากนัก จะสังเกตเห็นโบสถ์ที่สวยงาม เมื่อเดินไปใกล้ๆ และอ่านป้ายพบว่า เป็นวิหารดาร์บี้ หรือ Derby Cathedral อันเป็นวิหารประจำเมืองดาร์บี้ สำหรับรูปแบบสถาปัตย์กรรมของโบสถ์แห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างโกธิคและนีโอคลาสสิก ด้วยเหตุว่ามีการก่อสร้างและบูรณะมาเป็นเวลานานตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมาทำให้มีความวิจิตรและงดงามตามสถาปัตยกรรมอังกฤษแบบดั้งเดิม
อาคารCity Council, Guildhall และป้ายบอกทางในตัวเมือง Derby
น้ำตกจำลองและรูปปั้นในเมือง Derby

บรรยากาศและฝูงชนภายในเมือง Derby

รถแท็กซี่สีเหลืองจอดอยู่เรียงรายข้างถนน
โบสถ์ St. Peter’s ที่เก่าแก่ – สร้างตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 900-1000 เป็นโบสถ์นิกายแองกลิกัน

ข้างบนเหมือนลานสาธารณะทั่วไป แต่ข้างใต้ดิน“ห้องส้วมสาธารณะ” ครับ
ป้ายบอกทาง ทำให้สะดวกในการท่องเที่ยวใน Derby City

บาร์ที่ทำด้านหน้าทางเข้าคล้ายกับโรงภาพยนตร์
ด้านข้าง Museum & Art Gallery และรูปปั้นของ Sir Michael Thomas Bass อดีตผู้แทนราษฎรเมือง Derby
ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ Derby Museum & Art Gallery
หากผู้อ่านได้พิจารณาจากตอนที่ผ่านๆมา ที่ผู้เขียนได้บรรยายพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองต่างๆในอังกฤษ พิพิธภัณฑ์ประจำเมืองแต่ละเมืองจะมีการจัดแสดงที่มีเนื้อหาหรือสาระของการแสดง “ไม่แตกต่าง” กันมากนัก ได้แก่ ถ้วยชามโบราณของโรมันและสมัยต่างๆ เครื่องมือยุคหินถึงโรมัน มัมมี่และวัฒนธรรมอียิปต์ ประวัติศาสตร์ทหาร ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการจัดแสดงต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ประจำของเมืองมักจะไม่แตกต่างกันมากนัก จะต่างกันบ้างก็เพียงแค่ “บุคคลสำคัญของเมือง” กับ “ลักษณะเด่นของแต่ละเมือง” เท่านั้น นอกนั้นจะคล้ายๆกันหมดครับ เช่น ในส่วนของการจัดแสดงการทำมัมมี่ ผมเห็นมีการแสดงมัมมี่ในพิพิธภัณฑ์ของเมืองสำคัญๆในอังกฤษหลายๆเมืองครับ เช่น พิพิธภัณฑ์ในเมือง Leicester, Derby, Birmingham เ ป็นต้น ผมเลยตั้งข้อสังเกตและอดสงสัยไม่ได้ว่า สิ่งที่ชาวอังกฤษต้องการสื่อให้นักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวในประเทศชาวอังกฤษก็ดี หรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเยื่อนก็ดี ว่าชาวอังกฤษภาคภูมิใจใน “วัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง” หรือ “วัฒนธรรมของประเทศอื่นที่ตนเคยไปรุกราน” กันแน่ครับ หากท่านผู้อ่านได้อ่านตอนนี้จบเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ประจำเมือง Derby แล้ว ลองไปเปรียบเทียบกับตอนอื่นๆที่ผมเขียนถึงพิพิธภัณฑ์ในแต่ละเมืองนะครับ การจัดแสดงแต่ละอย่างและสาระของการจัดแสดงก็ไม่แตกต่างกันมากครับ มาว่ากันต่อกับพิพิธภัณฑ์ Derby Museum & Art Gallery พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงนิทรรศการหลายอย่างครับ ส่วนแรกของการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คือ การแสดงเครื่องลายครามครับ นอกจากจะมีชื่อเสียงด้านการเกษตรและปศุสัตว์แล้ว เมืองดาร์บี้ยังมีชื่อเสียงด้านการผลิตเครื่องกระเบื้องลายคราม (Porcelain) หรือถ้วยชามเซรามิกซ์ (Ceramics) ที่สามารถรวบรวมมาได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17
เครื่องกระเบื้องลายคราม (Porcelain) หรือถ้วยชามเซรามิกซ์ (Ceramics) ที่จัดแสดง
ส่วนต่อมาเป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การทหารที่เกี่ยวข้องกับเมือง Derby และอาวุธยุทธภัณฑ์กับเครื่องแบบทางทหารในยุคต่างๆ ของกรมทหารที่มีชื่อเสียงของเมือง Derby ได้แก่ The 9th/12th Royal Lancers, The Derbyshire Yeomanry และThe Sherwood Foresters.


ส่วนการจัดแสดงประวัติศาสตร์การทหารและเครื่องแบบกับอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ
ส่วนการจัดแสดงต่อไป คือ การจัดแสดงนิทรรศการภาพศิลปะของศิลปินคนสำคัญต่างๆ และศิลปินที่มีชื่อเสียงของเมือง Derby ในการวาดภาพ ได้แก่ Joseph Wrights นักวาดภาพที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม ไม่ว่าเค้าจะวาดภาพไหนภาพนั้นหรือบุคคลในภาพนั้นก็จะเสมือนว่าคนในภาพวาดมีชีวิตจริงๆ หรือเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ร่วมในภาพ เช่น An Experiment on a Bird in the Air Pump, National Gallery, London, The Alchemist in Search of the Philosopher's Stone อันเป็นภาพวาดที่เกี่ยวกับการทดลองและสังเกตทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
The Orrery ที่เป็นส่วนประกอบภายในภาพวาด A Philosopher giving that Lecture on the Orrery, in which a lamp is put in place of the Sun อันเป็นภาพวาดสำคัญและมีชื่อเสียงของท่านศิลปิน Joseph Wrights แห่ง Derby และนิทรรศการภาพวาดต่างๆ

การจำลองห้องของ Bonnie Prince Charlie ผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ของอังกฤษแต่กลับไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด

ความลับของมัมมี่และมัมมี่(ของจริง)ที่ดูน่ากลัวอยู่ในที
The Nature of Derbyshire - การจัดแสดงชีวิตสัตว์และพืชพันธุ์ต่างๆในเมือง Derby
นอกจากนี้แล้วยังมีส่วนของการแสดงจำลองห้องทำงานของ Bonnie Prince Charlie เจ้าชายผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ของอังกฤษ การจัดแสดงความหลากหลายของสัตว์ป่าและพันธุ์พืชในเขต Derbyshire โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลของพืชพันธ์และสัตว์ชนิดต่างๆไว้มากมาย เช่น สัตว์สตัฟ ผีเสื้อชนิดต่างๆ เป็นต้น ท้ายที่สุดเป็นส่วนที่จัดแสดงเกี่ยวกับวิธีการทำมัมมี่ว่ามีกรรมวิธีอย่างไรในการรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยบ้าง ซึ่งนำเอามัมมี่ (ของจริง-และดูน่ากลัว) มาจัดแสดงให้ชมกันอีกด้วย
หลังจากเสร็จส่วนของการแสดงแล้ว ผมได้เดินลงมาด้านล่างของพิพิธภัณฑ์เพื่อเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่างแล้ว พบว่าด้านล่างของพิพิธภัณฑ์ นอกจากจะเป็นทางออกแล้ว ยังเป็นส่วนที่เชื่อมต่อกับห้องสมุดประจำเมือง Derby อีกด้วย ผมเลยตัดสินใจเดินเข้าไปดูภายในห้องสมุดประจำเมือง Derby พบว่ามีหนังสือมากมายหลายรายการและห้องสมุดก็มีขนาดใหญ่มาก ทำให้อดนึกไม่ได้ว่าผู้คนอังกฤษมีนิสัยรักการอ่านจริงๆ เพราะไม่ว่าผมจะนั่งรถโค้ช รถไฟ เครื่องบิน หรือแม้กระทั้งระหว่างรอรถประจำทางก็ดี ผมเห็นผู้คนอ่านหนังสือประเภทพ็อกเก็ตบุ๊คนิยายต่างๆ ระหว่างโดยสารพาหนะต่างๆด้วย จากประสบการณ์ที่ผมได้ไปมาหลายๆเมืองในอังกฤษ ผมพบว่าในแต่ละเมืองไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตามในอังกฤษ ก็มักจะมีห้องสมุดประชาชนไว้คอยบริการประชาชนครับ เช่น เมืองเลสเตอร์ที่ผมอาศัยอยู่นี้ ก็มีห้องสมุดมากมายหลายแห่งและยังสามารถสมัครสมาชิกห้องสมุดได้ฟรีอีกด้วย


Derby City Library - ห้องสมุดประจำเมือง
หลังจากที่ออกจากหอสมุดของเมืองดาร์บี้แล้ว ผมได้ต่อมาอีกสักพักในบริเวณที่ไม่ไกลกันมาก แวะมายัง Market Hall หรือตลาดสดนั้นเองครับ ตลาดสดของเมืองดาร์บี้ มีสินค้าพวกของสดและเนื้อสัตว์ต่างๆ ขายกันอยู่มากมายครับ นอกจากนี้ยังมีแบ่งเป็นโซนของตลาดปลาหรือ Fish Market ไว้อีกส่วนหนึ่งด้วยครับ เห็นผักผลไม้สีสันสวยงามทำให้ชวนน่ารับประทานจริงๆนะครับ
หลังจากที่เดินรอบๆตัวเมืองแล้ว ผมเปิดแผนที่ของเมืองดาร์บี้ เพื่อดูว่าในตัวเมืองมีอะไรน่าที่จะไปเยือนได้อีกบ้าง เพราะเหลือเวลาขณะรอรถเที่ยวกลับไปเลสเตอร์อยู่ ผมดูแผนที่แล้วผบว่า มหาวิทยาลัยดาร์บี้ – วิทยาเขต City Campus ไม่ไกลจากใจกลางเมืองมากนัก ผมเลยเดินไปยังมหาวิทยาลัยดาร์บี้จุดหมายต่อไปของผม
The University of Derby
University of Derby, City Campus ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองที่ผมมาเยือนแห่งนี้ เป็นวิทยาเขตที่สร้างขึ้นมาใหม่ครับ ดั้งนั้น ตึกเรียน อาคารอำนวยการ สโมสรนักศึกษา ที่เห็นจึงเป็นสถาปัตยกรรมแบบใหม่ครับ นอกจากนี้ University of Derby ยังมีอีกวิทยาเขตหนึ่งครับ คือ University of Derby, Buxton หรือวิทยาเขตที่ตั้งอยู่ที่ Buxton ครับ Buxton ถือเป็นเมืองตากอากาศที่สำคัญและเก่าแก่แห่งหนึ่งใน Derbyshire ครับ ซึ่งวิทยาเขตที่ Buxton จะมีความเก่าแก่และงดงามมากกว่า ด้วยสถาปัตย์กรรมที่เป็นรูปโดมซึ่งมีชื่อว่า Georgia Dome หรือ The Dome นั้นเองครับ เสียดายที่ผมไม่ได้มีโอกาสไปเยีอนที่ Buxton ครับ ไม่อย่างงั้นอาจจะมีเรื่องราวเก็บมาเล่าให้เพื่อนๆ อ่านได้มากกว่านี้ก็ได้ครับ



รูปศิลปะ ”แกะ” อันเป็นสัญลักษณ์ของดาร์บี้ – ริมแม่น้ำในยามเย็น
ผมได้เดินเที่ยวในดาร์บี้เพียงคนเดียวร่วมหนึ่งวันเต็มๆ ใกล้เวลาที่จะออกรถเที่ยวสุดท้าย เพื่อกลับไปยังเมืองเลสเตอร์แล้ว สายฝนโปรยปรายกับความหนาวก็เข้ามาเยือนในยามเย็น...ได้เวลาเดินกลับไปยังท่ารถ National Express แล้วครับ....ลาก่อนครับ ดาร์บี้ เมืองเล็กๆในดวงใจอีกแห่งหนึ่งของผม.......